การปลูกข้าวนาปีฤดูกาลเพาะปลูกปี 2555 ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่จนถึงวันนี้ “โครงการประกันภัยข้าวนาปี” ฤดูใหม่นี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องของอัตราเบี้ยประกัน และความคุ้มครอง โดยในตอนแรก “สวิส รี” ผู้รับประกันภัยต่อหลักของโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2554 ได้เสนออัตราเบี้ย และความคุ้มครองที่ 190 บาทต่อไร่ บนเงื่อนไขต้องมีนาข้าวทำประกันไม่ต่ำกว่า 6 ล้านไร่ แต่หากไม่กำหนดพื้นที่อัตราเบี้ยจะขยับขึ้นไปที่ 230 บาทต่อไร่ โดยเพิ่มความคุ้มครองเสียหายจากแมลงศัตรูพืชเข้ามาด้วย จากเดิมคุ้มครองกรณีเสียหายจาก 6 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม ฝนทิ้งช่วงลมพายุ หรือไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ และไฟไหม้
>> เผยประกันเสนอเบี้ย 190 บ./ไร่ แต่จำกัดรับนาข้าวแค่ 10 ล้านไร่
“ลักษณ์ วจนานวัช” ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากการหารือ ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัทประกันวินาศภัย และสมาคมประกันวินาศ ภัย ได้เสนออัตราเบี้ยประกันสำหรับโครง การประกันภัยพืชผล หรือประกันภัยข้าวนาปีในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ปี 2555 นี้ ที่ 190 บาทต่อไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการที่ผ่านมาที่อัตราเบี้ยประกันอยู่ที่ 130 บาทต่อไร่ โดยหากเสียหายตั้งแต่วันที่ 1-60 วัน รับเงินชดเชย 800 บาทต่อไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จ่ายที่ 606 บาทต่อไร่ เพราะเพิ่มความคุ้มครองความเสียหายจากศัตรูพืชด้วย และหากเสียหายหลัง 60 วันไปจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตจ่ายชดเชย 1,500 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ชดเชย 1,400 บาทต่อไร่
“อีกทั้งรอบใหม่นี้ บริษัทประกันภัยยังจำกัดการรับประกันแค่ 6-10 ล้านไร่เท่านั้น จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดอยู่ที่ 60 ล้านไร่ ซึ่งอัตราเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่ได้หารือกันว่าจะแบ่งสัดส่วนการจ่ายเบี้ยประกันระหว่างรัฐกับเกษตรกรอย่างไร เพราะยังไม่แน่ใจว่าเกษตรกรจะรับได้หรือไม่ที่เบี้ยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนเหตุที่ต้องเพิ่มเบี้ย เพราะปีที่ผ่านมาขาดทุน โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 100,000 ไร่ ได้เบี้ยแค่ 130 ล้านบาท แต่เคลมถึง 300 ล้านบาท”
>> ปิ๊งดึงเงินกองทุนภัยพิบัติช่วยตั้ง “กองทุนประกันภัยพืชผล”
“ลักษณ์” กล่าวว่า จากเงื่อนไขที่เบี้ย เพิ่มขึ้น แต่การรับประกันไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่นาข้าวทั้ง 60 ล้านไร่ ตนจึงมีแนว คิดที่จะให้ภาครัฐดึงเงินส่วนหนึ่งจากกอง ทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 50,000 ล้านบาท มาตั้งเป็นกองทุนประกันภัยพืชผล 100% เหมือนโมเดลของญี่ปุ่น ซึ่งหาก คิดคร่าวๆ เบี้ยประกันไร่ละ 190 บาท คูณ 60 ล้านไร่ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 11,400 ล้านบาท เท่ากับเกษตรกรได้รับความคุ้มครองพื้นฐานทั้งหมด โดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน
ส่วนแนวคิดขั้นต่อไป คือ หากว่าเกษตรกรต้องการจะซื้อความคุ้มครองเพิ่ม จากความคุ้มครองพื้นฐาน ก็อาจจะหาบริษัทประกันภัยเข้ามารองรับ หรืออาจให้ซื้อความคุ้มครองกับกองทุนนี้ก็ได้ โดยเบี้ยที่จะต้องจ่ายอาจเป็นส่วนหนึ่งเกษตรกร จ่ายเอง และอีกส่วนหนึ่งรัฐบาลช่วยอุด หนุน หรือจะจ่ายคนละ 50% เป็นต้น เป็นแนวคิดหนึ่งที่ตนมองไว้ ซึ่งค่าชดเชยตามต้นทุนจริง คือ 3,500 บาทต่อไร่ หากทำให้เกิดระบบนี้ ก็จะทำให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยถูกลงอีกทางหนึ่ง
“สัปดาห์นี้จะมีการหารือต่อกับทุกฝ่ายในเรื่องของอัตราเบี้ย 190 บาทต่อไร่ที่ยังไม่ได้สรุปว่าจะแบ่งส่วนเกษตรกรจ่ายเท่าใด และรัฐควรจะอุดหนุนเท่าใด เพราะใกล้ฤดูเพาะปลูกใหม่เข้ามาแล้ว”
>> วินาศภัยลั่นเบี้ยยังไม่สรุป 190 บ.ไม่พอต้อง 250 บ./ไร่
ด้าน “จีรพันธ์ อัศวะธนกุล” นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย “สยามธุรกิจ” จนถึงตอนนี้การประกันภัยข้าวนา ปีในปี 2555 นี้ยังไม่นิ่ง ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดไม่เกินเดือนนี้ โดยอัตราเบี้ยประกันภัยที่สมาคมฯ เสนอคือ 250 บาท บนเงื่อนไขหากเกิดความเสียหายระหว่างการเพาะปลูกช่วงตั้งแต่วันที่ 1-60 วัน จ่ายชดเชย 800 บาท และตั้งแต่วันที่ 61-120 วันจ่ายชดเชย 1,500 บาท เป็นค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการจะจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรเพิ่มเติมจากที่รัฐบาลจ่ายให้ และขยายความคุ้มครองไปถึงภัยจากแมลงศัตรูพืช อาทิ เพลี้ยกระโดด เป็นต้น
“หากมีมาตรการจูงใจให้เกษตรกรทำประกันภัยเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านไร่อาจจะทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยลดลงมาอยู่ที่ 190 บาทต่อไร่ก็ได้”
>> เคลมพุ่งปีก่อนขาดทุนแล้ว 580 ล. มั่นใจปีนี้ต่ำกว่านี้เบี้ยสมเหตุผล
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ตัวเลขความเสียหายของนาข้าวที่ทำประกันภัยเมื่อปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยอดล่าสุดอยู่ที่ 700 กว่าล้านบาท หักเบี้ยประกันภัยที่จัดเก็บได้ประมาณ 140 ล้านบาท ขาดทุนประมาณ 580 ล้านบาท ซึ่งถามว่าปีนี้บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการจะมีจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 8 บริษัทหรือไม่ยังตอบไม่ได้ เพราะปีที่ผ่านมาขาด ทุนมาก แต่ปีนี้น่าจะขาดทุนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเพราะเบี้ยประกัน 250 บาทที่ภาค ธุรกิจเสนอเป็นตัวเลขใกล้เคียงความจริงมากขึ้น เก็บข้อมูลได้มากขึ้นและระยะเวลา การขายยาวนานกว่าปีก่อนซึ่งปีนี้ภาครัฐกำหนดเริ่มขายวันที่ 1 เมษายนนี้ ดังนั้นกระแสการตอบรับจากบริษัทประกันภัยน่าจะมากขึ้น
“ประเมินความเสี่ยงปีนี้น่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผลมากขึ้น อีกทั้งมาตรการของภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำน่าจะขับเคลื่อนได้ ส่วนการจะดึงเงินจากกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมาตั้งเป็นกอง ทุนประกันภัยพืชผลนั้น มองว่ารูปแบบน่าจะเป็นการเอาเงินจากกองทุนดังกล่าว มาซื้อประกันให้กับเกษตรกร”







